ผู้สนับสนุนเว็บ
สนใจลงโฆษณาคลิ๊ก
สนใจลงโฆษณาคลิ๊ก
สนใจลงโฆษณาคลิ๊ก
เลือกบอร์ดอื่นที่ต้องการ : พูดคุยนกค๊อคคาเทล พูดคุยนกหงส์หยก พูดคุยนกเลิฟเบิร์ด
  พูดคุยนกฟินช์ พูดคุยนกอื่นๆ พูดคุยสัตว์เลี้ยงอื่นๆ
  ซื้อ-ขาย อุปกรณ์เลี้ยงนก ซื้อ-ขาย นกค๊อคคาเทล ซื้อ-ขาย นกหงส์หยก
  ซื้อ-ขาย นกเลิฟเบิร์ด ซื้อ-ขาย นกฟินช์ ซื้อ-ขาย นกอื่นๆ
  ซื้อ-ขาย สัตว์เลี้ยงอื่นๆ    

กฏการใช้บอร์ด

  1. ห้ามซื้อ ขายสัตว์ป่าคุ้มครอง และสัตว์สงวน หากพบทางเว็บจะลบโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ถ้าฝ่าฝืนอีกทางเวบจะลบยูสเซอร์ของท่านออกทันทีโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่คืนค่าบริการ
    คลิ๊กดูรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง | ผู้ที่ต้องการขายสัตว์คุ้มครองทางเว็บทำอย่างไรคลิ๊กอ่านรายละเอียด
  2. งดการตั้งกระทู้ ออกความเห็น ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ถ้าพบทางเว็บจะลบกระทู้โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  3. ห้ามตั้งกระทู้ซื้อขายในบอร์ดพูดคุย
  4. กระทู้ซื้อขายที่มีการปิดการขายไปแล้ว ทางเว็บจะลบกระทู้นั้นออก

กลับหน้าบอร์ดรวม > บอร์ดพูดคุย นกฟินช์

อ่านเจอ เห็นสาระเยอะดีครับ เลยเอามาฝาก
นกฟิ้นซ์เจ็ดสี Gouldian Finch John gould เป็นผู้ค้นพบและตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ ให้กับนกชนิดนี้ว่า Amandina gouldiae และต่อมาเปลื่ยนเป็น Poephila gouldiae หลังจากที่ใช้เรียกขานกันระยะหนึ่ง เหล่าบรรดานักปักษีวิทยาทั้งหลายก็เกิดความรู้สึกสับสน ว่านกตัวนี้อยู่ในพวกไหนกันแน่ ระหว่าง Grassfinch family [ Poephila] , Parrotfinch family[Erythrura] และ Mannikins[Lonchura] ในที่สุดจึงได้จัดใหม่ให้อยู่ใน genus ของมันเองต่างหาก ซึ่งอยู่ระหว่าง parrotfinch และ mannikins โดยใช้ชื่อว่า Chloebia gouldiae ซึ่งก็เป็นชื่อที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายจนทุกวันนี้ นกฟิ้นซ์เจ็ดสีเป็นนกขนาดเล็กที่มีสีสันสดใสมาก เทียบได้กับสีของตัวรุ้งกินน้ำทีเดียว มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่รัฐควีนส์แลนด์เรื่อยไปจนถึงทางตอนเหนือของแถบเวสต์เทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเขตที่ค่อนข้างอบอุ่นและแห้งแล้ง ชอบอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นทุ่งหญ้า ใกล้แหล่งน้ำ อาหารคือเมล็ดพืชหรือพวกดอกหญ้า หลากหลายชนิด ที่ชอบมากคือ Sorgum seed ชอบหากินบนพื้นดิน หรือ ใกล้ระดับพื้นดิน เฉพาะนกตัวผู้เท่านั้นที่ส่งเสียงร้อง เป็นเสียงเพลงที่เบามากๆ เป็นนกที่มีลักษณะอาการกินน้ำโดยการจุ่มจงอยปากลงในน้ำแล้วดูดน้ำเข้าปากโดยตรง ไม่ต้องก้มๆเงยๆเหมือนนกส่วนใหญ่ ลักษณะพิเศษนี้ช่วยให้กินน้ำได้เร็วขึ้น ปลอดภัยจากศัตรูมากขึ้น สีของฟิ้นซ์เจ็ดสีนี้สามารถแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ตามลักษณะของสีที่หัว ได้แก่ 1.หัวสีดำ (black- head) 2.หัวสีแดง (red-head ) 3.หัวสีเหลือง (yellow – head ) ในธรรมชาติ พวกหัวดำมีจำนวนมากที่สุด บางครั้งอาจพบพวกหัวแดงอยู่รวมกับหัวดำบ้าง แต่มีจำนวนไม่มากนัก ส่วนพวกหัวเหลืองพบเห็นได้น้อยที่สุด และที่ว่าสีเหลืองนั้นที่จริงแล้วจะออกสีส้มๆเสียมากกว่า ประเภทที่ว่าเหลืองสนิทยังไม่ค่อยได้พบเห็นกัน แต่ในวงการเพาะเลี้ยงและซื้อขายนกในบางประเทศ มีพวกหัวเหลืองวางขายในจำนวนที่มากกว่าและมีราคาที่ถูกกว่าพวกหัวแดงเสียอีก นอกจากนี้ ในแต่ละหัวสียังสามารถแบ่งย่อยออกไปอีกถึงหกชนิดคือ albino, lutino, blue-backed, dilute-backed, white-breasted, blue-breasted พวก albino และ lutino เป็นพวกที่เกิดจากการกลายพันธุ์หรือการเปลื่ยนแปลงของสีอย่างแท้จริง ในขณะที่พวก blue-backed นั้นยังไม่นิ่ง ระดับสีมีแก่บ้างอ่อนบ้าง บางครั้งเมื่อนกผลัดขน สี blue ที่ว่าถึงกับหายไปเลย และในการผสมพันธุ์ระหว่าง blue-backed กับ blue-backed ด้วยกัน ลูกนกที่ได้ส่วนมากจะเป็นสีเขียว ในกลุ่ม lutino ของพวกหัวแดงและหัวเหลือง บริเวณหน้าอกจะเป็นสีขาว บริเวณส่วนหลังของนกจะมีสีเหลืองแทนที่จะเป็นสีเขียวตามปกติ หัวยังคงแดงหรือเหลืองเหมือนเดิม ในขณะที่ lutino ของพวกหัวดำ ส่วนหัวจะกลายเป็นสีขาว กลุ่ม albino ของพวกหัวแดงและเหลือง จะมีสีขาวหมดยกเว้นส่วนหัวที่ยังคงมีสีแดงหรือเหลืองเหมือนเดิม ส่วนของพวกหัวดำ สีดำที่หัวจะหายไป กลายเป็นขาวไปหมดทั้งตัว กลุ่ม blue-backed สีส่วนอื่นเหมือนเดิม แต่ส่วนหลังแทนที่จะเป็นสีเขียวกลับเป็นสีเขียวออกน้ำเงินแทน ซึ่งอาจเป็นจุดเล็กๆไปจนถึงเต็มทั้งแผ่นหลัง กลุ่ม dilute-backed สีส่วนอื่นเหมือนเดิม ยกเว้นส่วนหลังที่จะเป็นสีเขียวมะกอกหรือสีน้ำตาลอ่อน กลุ่ม white-brested สีม่วงที่หน้าอกจะถูกแทนที่ด้วยสีขาว กลุ่ม blue-brested สีม่วงที่หน้าอกจะถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงิน ในทั้งสามหัวสีและอีกหกกลุ่มนี้ นกตัวเมียจะมีสีเหมือนนกตัวผู้ทุกอย่าง เพียงแต่สีจะจางหรืออ่อนกว่าเล็กน้อย และบริเวณรอยต่อของแต่ละสีจะไม่แยกออกจากกันอย่างคมชัดเหมือนนกตัวผู้ นกทั้งสามหัวสี หากเป็นสีที่แท้จริง(pure) เมื่อนำมาผสมกันระหว่างหัวสีที่เหมือนกัน ลูกที่ได้จะมีหัวสีเหมือนเดิม พวกหัวสีแดงเป็น sex link และ dominant ต่อพวกหัวดำและหัวเหลือง พวกหัวดำเป็น sex link และ recessive ต่อพวกหัวแดง แต่เป็น dominant ต่อพวกหัวเหลือง ส่วนพวกหัวเหลืองจะเป็น recessive ต่อพวกหัวแดงและหัวดำ ดังนั้น นกหัวแดงตัวผู้อาจจะเป็น 1.หัวแดงที่สายเลือดบริสุทธิ์ 2.หัวแดงที่มีสายเลือดของหัวดำแฝงอยู่ (หัวแดง สปลิท( split) หัวดำ) 3.หัวแดงที่มีสายเลือดของหัวเหลืองแฝงอยู่(หัวแดง สปลิท (split)หัวเหลือง ) และ นกหัวแดงตัวเมียอาจจะเป็น 1.หัวแดงที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ 2.หัวแดงที่มีสายเลือดหัวเหลืองแฝงอยู่( หัวแดง สปลิท หัวเหลือง ) นกหัวดำทั้งตัวผู้และตัวเมีย จะไม่มีโอกาสที่จะเป็น “ หัวดำ สปลิท หัวแดง “ แต่อาจจะเป็น “ หัวดำ สปลิท หัวเหลือง “ ได้ ส่วนนกหัวเหลืองทั้งตัวผู้และตัวเมีย ไม่มีโอกาสที่จะ สปลิท กับพวกหัวแดงและหัวดำเลย พวกหัวเหลืองไม่ใช่เป็นการกลายพันธุ์อย่างแท้จริง แต่เป็นพวกหัวดำหรือหัวแดงที่มีความผิดปกติของยีนส์ ที่ทำให้ร่างกายของนกไม่สามารถปรับเปลี่ยน สาร carotinoid สีเหลือง ที่ได้จากอาหารที่กินเข้าไป ให้เปลี่ยนไปเป็น สาร carotinoid สีแดง ซึ่งเป็นส่วนของสีแดงที่ขนนกและที่จงอยปากได้ ทำให้เกิดเป็นขนที่มีสีเหลืองแทน ซึ่ธรรมชาติของพันธุกรรมเรื่องนกหัวเหลืองนี้ได้มีการพิสูจน์แล้วโดย ศาสดาจารย์ O.Volker จากมหาวิทยาลัย Giessen ประเทศเยอรมัน
โพสโดย : rotting  
โพสเมื่อ : 6 มกราคม 2555 14:59:45
IP : 58.9.201.xxx

Reply 1

นกฟิ้นซ์เจ็ดสีที่ยังไม่โตเต็มวัย จะมีสีสันที่ไม่น่าประทับใจเลย ส่วนหลังจะเป็นสีเขียวมะกอก ส่วนท้องจะมีสีออกน้ำตาลอ่อน แต่ในบางขณะที่ขนบนหัวและที่หน้าอกเกิดหลุดร่วงไป ขนที่งอกขึ้นมาแทนที่ขนเส้นที่หลุดไปนั้นจะมีสีเหมือนกับขนของนกที่โตเต็มวัยทันที ทำให้ง่ายต่อการแยกเพศตั้งแต่ยังเล็กอยู่ และทั้งนกที่โตแล้วกับนกที่ยังไม่โตเต็มวัยจะมีช่วงระยะเวลาในการผลัดขนพร้อมๆกัน ยกเว้นลูกนกที่เกิดมาล่าช้าหรือเป็นครอกหลังๆในช่วงหลังๆของการผสมพันธุ์ เมื่อถึงฤดูที่มีการผลัดขน ลูกนกที่เกิดล่าช้าดังกล่าวจะมีการพลัดขนไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ กล่าวได้ว่าผลัดไปครึ่งหนึ่งก่อน ที่เหลือเก็บไว้ไปผลัดขนในปีต่อไป ลักษณะดังกล่าวนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องที่แปลกและไม่พบในนกชนิดอื่นๆ การเพาะเลี้ยงนกฟิ้นซ์เจ็ดสีนี้สมัยก่อนอาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ไม่ค่อยประสพความสำเร็จกันมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีผู้เพาะเลี้ยงได้สำเร็จมากขึ้น มีผู้เลี้ยงนกหน้าใหม่ๆให้ความสนใจกับนกชนิดนี้มากขึ้น มีหนังสือมีตำรา(ต่างประเทศ)ให้ศึกษามากมายหลายเล่ม จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากลี้ลับแต่ประการใดอีกต่อไป ขอเพียงแต่มีความตั้งใจจริงรักจริง หรือหากมีประสพการณ์ในการเพาะเลี้ยงนกชนิดอื่นๆมาก่อนก็จะดียิ่ง ข้อแนะนำต่อไปนี้อาจช่วยให้การเพาะเลี้ยงนกฟิ้นซ์เจ็ดสีประสพความสำเร็จได้มากขึ้น 1.หากเป็นไปได้ ให้เลือกซื้อหานกที่เพาะจากฟาร์ม หรือ แหล่งเพาะขยายพันธุ์ ที่ใช้กรงเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เพื่อที่จะได้นกที่มีความแข็งแรงมากกว่า และควรเป็นนกที่พ่อแม่นกเจ็ดสีเป็นผู้เพาะฟักและเลี้ยงดูลูกนกเอง แทนที่จะใช้นกกระทิญี่ปุ่นช่วยเพาะเลี้ยง เพื่อว่าลูกนกที่ได้จะมีสัญชาติญาณที่ดีกว่าในการเลี้ยงดูลูกนกในรุ่นต่อๆไป 2.ถึงแม้ถิ่นฐานดั้งเดิมของนกชนิดนี้จะอยู่ในเขตที่ค่อนข้างจะร้อนชื้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลี้ยงดูนกชนิดนี้ในสถานที่ที่ต้องควบคุมความชื้นและอุณหภูมิเสมอไป เพราะอุณหภูมิในธรรมชาติก็มีขึ้นมีลงเหมือนกัน ในต่างประเทศ ผู้เพาะเลี้ยงหลายรายเล่าว่าได้เลี้ยงนกในกรงขนาดใหญ่นอกตัวบ้าน นกสามารถทนต่ออุณหภูมิที่ต่ำถึง ลบ 9 และ สูงสุดถึง 41 องศาเซลเซียส ที่สำคัญคือจะต้องมีการป้องกันลมโกรก รวมทั้งมีที่ให้นกหลบละอองน้ำฝนด้วย 3.ขนาดของกรง ข้อนี้สำคัญมาก ถึงแม้จะสามารถเลี้ยงและขยายพันธุ์ในกรงขนาดเล็กที่เรียกกันว่า “กรงหมอน”ได้ แต่ถ้าหากหวังผลในการเพาะเลี้ยงอย่างจริงจังและยั่งยืน ควรเลี้ยงในกรงที่มีขนาดใหญ่จะดีกว่ามาก ขนาดกว้าง 0.60 ยาว 1.80 สูง 1.80 เมตร สำหรับนกหนึ่งคู่ หรือ ขนาดกว้าง 1.20 ยาว 3.60 สูง 1.80 เมตร สำหรับนก 3 – 4 คู่ 4.ควรจัดการให้นกใหม่ ได้มีการปรับตัวให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในกรงใหม่อย่างระมัดระวัง ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือในฤดูร้อน หากมีความจำเป็นต้องปล่อยนกเข้ากรงในฤดูฝน หรือ ฤดูหนาว ควรเพิ่มวัสดุป้องกันลมและฝนให้มากกว่าปกติในช่วงแรกๆ 5.นกชนิดอื่นๆสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ไปยังส่วนต่างๆของโลก แต่สำหรับนกฟิ้นซ์เจ็ดสีแล้วจะยากกว่ามาก ถึงแม้จะเกิดในกรงมาเป็นสิบรุ่นแล้วก็ตาม เมื่อถึงฤดูหนาวในประเทศที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ ก็เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิในประเทศทางซีกโลกใต้ เป็นช่วงเวลาที่นกจะเริ่มผสมพันธุ์กัน เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม เรื่อยไปจนถึงเดือน เมษายน สำหรับบ้านเราฤดูหนาวอากาศไม่หนาวเย็นมากนัก ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ จะมีก็แถวช่วงเดือนมีนา – เมษา ซึ่งอากาศค่อนข้างจะร้อน 6.เมื่อนกตัวเมียเข้าสู่สภาพที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์และวางไข่ จะสังเกตุได้จากสีของจงอยปากที่มีการเปลี่ยนแปลงไป จากสีขาวนวลๆไปเป็นสีออกน้ำตาลเทาๆ 7.หากมีนกมากกว่าหนึ่งคู่ การปล่อยให้นกจับคู่หรือเลือกคู่กันเองจะมีผลดีต่อการเพาะเลี้ยงมากกว่า ทำได้โดยใส่ห่วงขาหรือทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวนก แล้วปล่อยนกตัวเมียหนึ่งตัวและตัวผู้ 3 - 4 ตัวเข้าไปในกรง นกตัวเมียจะยอมให้นกตัวผู้ที่เลือกแล้วเพียงตัวเดียวให้เข้าใกล้เพื่อกระโดดขึ้นๆลงๆและร้องเพลงเพื่อเกี้ ยวพาราสีกัน และจะจิกหรือบินหนีจากตัวผู้อื่นๆ การจับคู่หรือเลือกคู่นี้อาจใช้ระยะเวลาตั้งแต่หนึ่งวันไปจนถึงประมาณสิบวัน จากนั้นให้แยกนกตัวผู้ตัวอื่นๆออกไปเพื่อให้นกตัวเมียตัวอื่นได้เลือกต่อไป 8.รังเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศน์ ความยาวแต่ละด้านประมาณ 4 – 5 นิ้ว เจาะรูสำหรับให้นกเข้าออกตรงกึ่งกลางของรัง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของรู 1 ½ - 2 นิ้ว มีคอนอยู่ด้านนอกให้นกได้เกาะด้วย หากผสมพันธุ์ในกรงรวม ควรมีจำนวนรังให้มากกว่าจำนวนคู่ของนก หากได้สองรังต่อหนึ่งคู่ก็จะดีมาก 9.ในธรรมชาติ นกจะสร้างรังเป็นรูปทรงกระบอก มีทางเข้าออกอยู่ด้านข้าง ทำรังตามพงหญ้าสูงๆ พุ่มไม้ หรือโพรงไม้ นกจะใช้ใบหญ้าแห้งที่เป็นเส้นยาวๆทำรัง และรองพื้นรังด้วยหญ้าท่อนสั้นๆขนาด ½ - 1 นิ้ว สำหรับนกเลี้ยง มักจะพบว่า นกตัวผู้บางตัวจะไม่สร้างรัง และนกตัวเมียจะวางไข่บนพื้นรังที่เรียบๆนั้นเลย สาเหตุอาจมาจากวัสดุที่จัดเตรียมให้นกไม่เหมาะสม มีความยาวไม่พอ หรือ อาจมาจากการที่ผสมพันธุ์ในกรงเพาะเลี้ยงมาอย่างยาวนาน ในกรณีเช่นนี้ ให้ช่วยนกโดยการจัดหาหญ้าแห้งท่อนสั้นๆปูรองรังไว้ รังที่ใช้ให้นกวางไข่ ทำจากไม้อัด หรือ วัสดุอื่นที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน คือมีน้ำหนักเบา ทำความสะอาดได้ง่าย สามารถถ่ายเทความชื้นได้สะดวก รูปร่างของรังเป็นทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศน์ ความกว้างด้านละ 4 - 5 นิ้ว ฝาด้านบนวางปิดไว้เฉยๆเผื่อไว้เปิดออกได้ ตรงกึ่งกลางฝาด้านข้างด้านหนึ่งเจาะรูเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ½ - 2 นิ้ว เพื่อให้นกเข้าออก และเฉพาะด้านนอกต่ำกว่ารูที่เจาะเล็กน้อยมีคอนหรือแคร่ไม้ยื่นออกมาเพื่อให้นกได้เกาะก่อนที่จะเข้ารัง ย้ำอีกที คอนที่ว่าติดไว้เฉพาะด้านนอกเท่านั้น ไม่ต้องมีส่วนที่ยื่นแหย่เข้าไปในรังนะครับ จัดหาวัสดุที่จะให้นกใช้สร้างรัง ได้แก่ ใบหญ้าแห้งที่มีความยาวประมาณ 12 นิ้ว , เส้นใยจากกาบมะพร้าว(แยกเอาขุยมะพร้าวออกแล้ว) ,ก้านไม้กวาดดอกอ้อที่ยังไม่เคยกวาดขยะมาก่อน ตัดให้ชิดโคนมากที่สุดแล้วแกะออกมาเป็นเส้นเดี่ยวๆ ฯลฯ ที่ห้ามใช้คือของจำพวก เส้นด้าย, เส้นเอ็น, พลาสติก และเส้นใยที่มีความยาวมากกว่าสามนิ้วของผ้ากระสอบ เพราะจะไปรัดติดกับนิ้วเท้าของนก ทำให้พิการได้ บางท่านอาจนิยมใช้รังที่ถักขึ้นมาสำหรับนกโดยเฉพาะ ทำด้วยหวายเส้นจิ๋วๆ ผมขอให้ระมัดระวังด้วย เพราะผมเคยมีประสพการณ์ในการใช้รังหวายเป็นรูปถ้วยเป็นรังให้นกคีรีบูนใช้สร้างรัง ปรากฎว่าจงอยเล็บเท้าข้างหนึ่งของนกเข้าไปติดขัดในซอกจิ๋วๆระหว่างหว่างหวายแต่ละเส้น นกตกใจดิ้นจนขาบริเวณหน้าแข้งหักห้อยร่องแร่ง เลือดไหลโกร้ก ผมตัดสินใจลองเข้าเผือกแทนที่จะตัดขาทิ้ง โชคดีครับที่สามารถหายเป็นปกติในที่สุด
โพสโดย : rotting  
โพสเมื่อ : 6 มกราคม 2555 15:00:18
IP : 58.9.201.xxx

Reply 2

ปูรองพื้นรังด้วยหญ้าแห้งท่อนสั้นๆ ความหนาสัก ½ - 1 นิ้ว ส่วนพวกเส้นยาวๆใส่ตระกร้าพลาสติกที่มีรูโตๆ แล้วแขวนตระกร้านั้นไว้ในกรง ให้นกได้เลือกจิกดึงออกไปใช้ได้ตามที่ชอบ 10.หลังจากที่นกสร้างรังเสร็จประมาณ 3 –5 วันก็จะเริ่มวางไข่ จำนวนไข่ต่อครอกอาจมีตั้งแต่ 3 ถึง 8 ฟอง ค่าเฉลี่ยประมาณ 5 – 6 ฟอง ซึ่งค่อนข้างเยอะ เช่นเดียวกับนกฟิ้นซ์ในกลุ่มอื่นๆ นกทั้งตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันฟักไข่ ระยะเวลาที่ฟักประมาณ 12-14 วัน ลูกนกจะออกจากรังเมื่ออายุได้ประมาณ 21-25 วัน ผมเคยเลี้ยงฟิ้นซ์เจ็ดสีอยู่ครั้งหนึ่ง ราวๆปี 27 – 28 หลังจากที่นกวางไข่แล้ว ผมหยิบรังออกมาดู เห็นมีไข่อยู่ 5 ฟอง รู้สึกดีใจมากๆๆ แต่หลังจากนั้นนกก็ไม่ยอมเข้ารังอีกเลย ในที่สุดต้องย้ายไข่ไปใส่ในกรงของนกกระทิญี่ปุน ซึ่งมีรังอยู่อยู่สองรังพร้อมกับมีนกอยู่ห้าตัว ลูกนกฟักออกมาสามตัวแต่อยู่ได้ห้าหกวันก็ตาย เนื่องจากนกกระทิมีนิสัยชอบเข้าไปนอนอัดยัดเยียดกันอยู่ในรังเดียว นั่นนับเป็นความผิดพลาดครั้งที่สองของผมในการเลี้ยงนกฟิ้นซ์เจ็ดสี เพราะฉนั้น หากไม่มีความจำเป็นอย่างสุดขีดแล้ว ผมขอแนะนำว่าไม่ควรเข้าไปรบกวนนกโดยเด็ดขาด อาจมีนกบางคู่ที่ยินยอมให้เข้าไปตรวจดูรังได้ แต่ผมคิดว่าคงมีไม่มากนัก 11. อาหารที่ใช้เลี้ยง ให้ใช้อาหารที่ประกอบด้วยเมล็ดพืชหลากหลายชนิด ซึ่งใช้เลี้ยงนกฟิ้นซ์โดยเฉพาะ ในช่วงที่นกผลัดขน และช่วงที่มีการผสมพันธุ์วางไข่ ควรให้อาหารที่มีโปรตีนค่อนข้างสูง วิตามิน เกลือแร่ รวมทั้งเมล็ดพืชที่ผ่านการแช่นำจนเริ่มงอกรากออกมาเล็กน้อย ผักใบเขียว เช่นผักกาดหอม ข้าวโพดดิบ(ใช้มีดคมๆกรีดๆๆเมล็ดข้าวโพดเพื่อให้นกได้จิกกินส่วนที่เป็นเนื้อในได้สะดวกขึ้น) ทรายทะเลที่ล้างสะอาดแล้ว เปลือกไข่ไก่ที่ล้างและต้มในน้ำเดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้ว บดให้เป็นชิ้นเล็กๆ 12.เมื่อลูกนกอายุได้ประมาณ 21 - 25 วันก็จะออกจากรัง แต่ยังคงต้องให้พ่อแม่นกป้อนอาหารต่อไปอีกระยะหนึ่ง ประมาณ 10 วันหลังจากที่ออกจากรังจึงสามารถแยกลูกนกออกไปเลี้ยงในกรงอื่นได้ และหลังจากนั้นอีกราว 2-3 สัปดาห์ แม่นกก็จะเริ่มต้นวางไข่ครอกใหม่อีกครั้ง มีคำแนะนำว่า ไม่ควรให้นกวางไข่เกินสามครอกต่อปี เพราะอาจทำให้นกโทรมมาก แคลเซี่ยมในตัวแม่นกจะถูกดึงไปสร้างเปลือกไข่ จนถึงจุดหนึ่ง เปลือกไข่จะบางมากๆๆ หรือ มีลักษณะเป็นถุงนิ่มๆที่หุ้มห่อไข่ไว้ เมื่อถึงตอนนั้นโอกาสที่นกจะตายสูงมากครับ เนื่องจากการที่ไม่สามารถเบ่งไข่ออกมาได้ [egg binding] หรือในกรณีที่สามารถจัดการเรื่องอาหารได้เป็นอย่างดี สามารถทำปล่อยให้นกวางไข่ได้มากกว่านั้น ก็ควรจะมีช่วงระยะเวลาที่ให้นกได้พักบ้างสัก 4 – 5 เดือน เพื่อที่จะใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์ในปีต่อไป 13.โรคประจำตระกูลของนกฟิ้นซ์เจ็ดสี ไม่ว่าจะเป็นนกที่เพาะเลี้ยง หรือ นกที่อยู่ในแหล่งธรรมชาติ มีอยู่โรคหนึ่งที่พบได้บ่อยมากๆๆคือโรคตัวไรในถุงลม[ air sac mite – sternotoma tracheacolum ] เป็นโรคที่สร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมากให้กับผู้ที่เพาะเลี้ยง เกิดจากตัวไรขนาดเล็ก ซึ่งสามารถมองเห็นด้วยกล้องหรือแว่นขยายแรงต่ำ ลักษณะเป็นจุดเล็กๆสีดำ ตัวไรเหล่านี้มีวงจรชีวิตประมาณ 14-21 วัน จะแพร่ขยายพันธุ์และเกาะกินเซลที่เป็นเยื่อบุผนังของระบบทางเดินหายใจของนกทั้งหมด ตั้งแต่โพรงจมูก เรื่อยไปตามหลอดลม กล่องเสียง และถุงลมภายในปอด จะทำให้เยื่อบุผนังเหล่านั้นเกิดหารอักเสบ บวม ทำให้มีสารคัดหลัง[secretion] ออกมาในปริมาณที่มากผิดปกติ ลักษณะอาการของนกที่เป็นโรคนี้คือเหนื่อยง่าย การหายใจลำบาก มีการหายใจทางปาก มีเสียงดังหวี๊ดๆเวลาหายใจเข้าออก อาจมีอาการไอ มีน้ำมูก เสียงร้องเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ เวลาหายใจส่วนหางจะกระดกขึ้นๆลงๆเป็นจังหวะ นกจะอ่อนเพลียมาก และ ผอมลง และในที่สุดจะตายอย่างฉับพลันเนื่องจากสารคัดหลังที่เป็นเมือกเหนียวๆไปอุดตันระบบทางเดินหายใจ การติดต่อของโรคโดยการที่นกป้อนอาหารให้แก่กันและกัน ตั้งแต่ตอนที่นกตัวผู้ป้อนอาหารให้นกตัวเมียในขบวนการเกี้ยวพาราสีก่อนที่จะผสมพันธุ์ การที่พ่อแม่นกป้อนอาหารให้ลูกนก การที่รับเอาสารคัดหลังหรือน้ำมูกเข้าไป การดื่มน้ำในถ้วยน้ำเดียวกันกับนกตัวที่เป็นโรค การป้องกันและรักษา หากเป็นไปได้ ให้เลือกซื้อนกที่มาจากแหล่งที่เชื่อได้ว่าปราศจากโรคนี้ สภาพกรงเลี้ยงที่มีการดูแลรักษาความสะอาดเป็นอย่างดี นกไม่อยู่กันอย่างแออัด ในการคัดเลือกนก ให้หลีกเลี่ยงนกที่ผอมจนเห็นหน้าอกแหลมเป็นสันนูน นกที่แสดงอาการเหนื่อยหอบหลังจากบินไปมาไม่กี่ครั้ง สำหรับการรักษา ทำได้หลายวิธีคือ 13.1 โดยการใช้ผง carbaryl 0.05 กรัม, เมล็ดพืช 50 กรัม ,น้ำมันตับปลา หรือ น้ำมันมะกอก 1 ซีซี คลุกเคล้ากันให้ทั่วถึง ให้นกกินติดต่อกันเป็นเวลา 18 – 24 ช.ม. และทำซ้ำอีกทุกๆ 10 วัน เป็นระยะเวลาเดือนครึ่ง ( ลองดูที่ร้านขายอุปกรณ์สำหรับสุนัข ผง carbaryl นี้ ใช้เป็นผงสำหรับโรยตัวสุนัข เพื่อกำจัดเห็บหมัด ได้เช่นเดียวกัน ) พร้อมกับการกำจัดตัวไรที่อาจจะหลงเหลืออยู่ในบริเวณกรง หรือ โรงเรือนที่เลี้ยงนกด้วยสเปรย์กำจัดแมลงชนิดที่มีส่วนผสมของ ไพรีทริน [pyrethrin] (ตัวอย่างเช่น “เรดด์ ” สูตรน้ำ ของจอหน์สัน) เป็นเวลาห้าวัน โดยฉีดพ่นวันเว้นวัน และทำซ้ำอีกหลังจากนั้นสองสัปดาห์ หลังจากนั้นสองสัปดาห์ 13.2 โดยการแขวนก้อนสารระเหยที่ใช้กำจัดแมลงและตัวไร ผมเคยเห็นมีวางขายเมื่อหลายปีก่อน รู้สึกว่าจะนำเข้ามาโดย บ.ฮันเตอร์ กรุ๊ป หากหาไม่ได้ลองดู Dichlorvos [ Shelltox] ซึ่งเป็นแผ่นสารระเหยสำหรับจำจัดแมลง หรือถ้าจำเป็นจริงๆลองใช้แผ่นยากันยุงชนิดใช้ไฟฟ้า แขวนหรือติดตั้งบริเวณเพดานห้องที่ใช้เลี้ยงนก หากเป็นกรงที่อยู่ในที่โล่งให้แขวนติดกับฝากรงด้านนอก 13.3 โดยการใช้ยา Ivermectin ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งทา,กิน,หรือฉีด สำหรับนกขนาดเล็กการทาน่าจะสะดวกที่สุด โดยการหยดยาจำนวนหนึ่งหยดลงบริเวณด้านข้างหรือด้านหลังของลำคอนก [ Ivermectim เป็นยาที่ใช้กำจัดพวกพยาธิ์สภาพต่างๆ ในสัตว์เลี้ยง รวมทั้งใช้กำจัดเห็บหมัดในสุนัขด้วย ] หรืออาจลองใช้ Frontline ซึ่งเป็นตัวใหม่ล่าสุด (ผมเคยใช้กับนกแก้วขนาดกลางๆแล้ว ผลการรักษาใช้ได้ และที่สำคัญ นกไม่ตายครับ) ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ผลการรักษาขึ้นอยู่กับว่านกเป็นโรคมานานมากน้อยเพียงใด หากเป็นมานานมาก ตัวไรในระบบทางเดินหายใจของนกก็จะมากตามไปด้วย เมื่อถึงจุดนั้น ตัวไรที่ตายจะรวมตัวกับน้ำมูกเหนียวๆที่หลั่งออกมาจากเยื่อบุผนังทางเดินหายใจ และกลายเป็นสิ่งอุดตันทำให้นกหายใจไม่ออก และ ตายอย่างฉับพลัน 14.สำหรับอายุขัยโดยเฉลี่ยของนกฟิ้นซ์เจ็ดสี ประมาณ 5 – 7 ปี สำหรับท่านที่สนใจอยากจะศึกษาในรายละเอียดที่มากไปกว่านี้ สามารถหาอ่านได้จากหนังสือเล่มล่าสุดคือ A Guide to Gouldian Finch ขอรายละเอียดได้ที่ Australian Birdkeeper , P.O. Box 6288 , Tweed Heads South , NSW. 2486 Australia หรือ หากต้องการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ลองดูที่ http://www.eccentrix.com/misc/wolf/littlebirds/gouldlinks.html ซึ่งเป็นที่รวมลิ้งค์เกือบสองร้อย ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องฟิ้นซ์เจ็ดสี ครั้งหนึ่ง นกฟิ้นซืเจ็ดสีได้ชื่อว่าเป็นนกปราบเซียน แต่จากการที่ท่านได้อ่านมาถึงจุดนี้ น่าจะลบล้างความเชื่อดังกล่าวได้นะครับ ......ว่าแต่ว่า ....ท่านพร้อมที่จะเป็นเซียนปราบนกแล้วหรือยังครับ
โพสโดย : rotting  
โพสเมื่อ : 6 มกราคม 2555 15:00:50
IP : 58.9.201.xxx

Reply 3

มีเยอะเลยครับ ขนาด กรงวิธีการเลี้ยง เห็น มีสาระเยอะดี เพื่อเพื่อนๆที่สนใจครับ ได้จาก bbznet.pukpik.com ครับ ขอบคุณครับ
โพสโดย : rotting  
โพสเมื่อ : 6 มกราคม 2555 15:01:45
IP : 58.9.201.xxx

Reply 4

สุดยอดมากเป็นความรู้ที่ดีมากๆครับ ขอบคุณมากๆครับที่นำมาให้อ่าน
โพสโดย : kingstar  
โพสเมื่อ : 6 มกราคม 2555 23:12:30
IP : 183.88.50.xxx

Reply 5

รามาดูนกชนิดนี้กันดีกว่าว่าเขามีสีอะไรกันบ้าง? มาทำความเข้าใจด้านการทำงานของยีน (Genetic) ว่ามันทำงานอย่างไร ก่อนจะนำท่านไปเลือกซื้อนก ซึ่งวิธีการคร่าวๆเป็นดังนี้ การผสมพันธุ์นกฟินซ์เจ็ดสี ให้แยกกลุ่มนกออกเป็น 3 กลุ่ม 1) กลุ่มเขียว (Normal) ถ้าแยกกลุ่มหน้สรกด้วยก็จะเป็นการดีโดยให้ใช้ Normal x Normal ผสมกันไว้เพื่อที่จะเอาไว้เป็นหลักในการพัฒนาสายพันธุ์นกของเราให้นิ่ง (Monohybrid Crossing) Normal x Normal = 100% Normal Normal (หน้าดำอกม่วง) Normal(เพศเมีย) Normal(หน้าดำอกขาว) เก็บคัดนกกลุ่มนี้ไว้ เพื่อพัฒนาร่วมกันกับนกกลุ่มอื่นที่เป็นสีที่เราต้องการให้สายพันธุ์นิ่งต่อไป 2)กลุ่มบลู(Blue) Blue (หน้าดำ-อกขาว) หากท่านใดมีนกกลุ่มบลูเยอะก็สามารถที่จะนำ Blue x Blue เพื่อเกิดการกระจายความหลากหลายและเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนด้านพันธุกรรมให้การขยายพันธุ์ให้การขยายพันธุ์มากขึ้น เช่น 2.1) Blue x Blue (ไม่แยกสีอก และ หน้า ) ลูกที่ได้ Blue 100% (ความเป็น Blue จางหรือเข้มมีผลต่อสีที่เราจะพัฒนาต่อไปในอนาคต) 2.2) Blue x Dilute (Dilute คือนก Pastel,Silver,Golden หรือบางทีอาจเรียกผิดว่า พายด์) ลูกที่ได้ - Dilute - Blue - Blue / Dilute ** สีจางเข้มของ Dilute ในรุ่นต่อไปนั้นขึ้นอยู่กับความเข้มของบลูเช่นกัน** 2.3) Blue x Yellow (ไม่แยกโทนสีอก และหน้า) ลูกที่ได้ – Blue -Dilute -Yellow -Blue/Yellow **ความเป็น Blue เข้มจางจะมีผลต่อสี Yellow ด้วย ** Dilute (หน้าส้ม-อกม่วง) Blue (หน้าดำ-อกขาว) Yellow (หน้าส้ม-อกม่วง) Yellow (หน้าแดง-อกม่วง) Dilute (หน้าแดง-อกม่วง) Dilute (หน้าเทา-อกม่วง) 3)กลุ่มเหลือง (Yellow) คือกลุ่มนกที่เหลืองเข้ม แต่ยังไม่ถึงเหลือง Lutino เป็นตัวขับเคลื่อนไปสู่นกกลุ่มเหลือง และนกกลุ่มเทารวมทั้งสู่กลุ่ม Albino ได้ดี เช่น 3.1) Yellow x Yellow (ไม่แยกสีออก และ สีหน้า ) ลูกที่ได้ Yellow 100% -Yellow ในชั้นนี้ไม่ใช่ Lutino* Yellow Dilute 3.2)Yellow x Dilute (ไม่แยกสีหน้า) ลูกที่ได้ – Yellow -Dilute -Dilute/Yellow Dilute (Pastel-Silver) Yellow(หน้าส้ม-อกม่วง) Dilute (Pastel-Golden) Blue *Creamino หรือ Lutino (อาจถึง Lutino ถ้า Dilute จางมาก)* 3.3)Dilute x Dilute ลูกที่ได้ – Dilute (จะมีความจางและเข้มแตกต่างกันในแต่ละคลอก) -Blue (โอกาสได้ Blue ถ้า Dilute ทั้งสองมาจากสายบลู แต่น้อย) *ทั้งหมดหากต้องการจะพัฒนาสายพันธุ์ให้นิ่งให้กลับไปไขว้ที่ Normal ตามกฎ Monohybrid Crossing* 4)กลุ่ม Dilute (นกเหลืองเทา,เหลืองเขียว) ด้านพันธุกรรมเราเรียก Dilute ถ้าแยกสีนกออกจะแยกได้เป็น Pastel,Silver,Golden หรืออาจเรียกผิดว่า พายด์ การพัฒนา Dilute นั้นพัฒนามาจากกลุ่มสีเขียวและสีบลูจางนำมาเข้าคู่กันเกิดการดึงสึกันเองทำให้เกิดสีเขียวจางลงขึ้นเป็นสีเหลืองปนเทาออกเขียว ทั้งหมดเป็นการแยกกลุ่มสีให้เป็นกลุ่มเพื่อความเข้าใจมากขึ้น จึงจะจัดกลุ่มพื้นๆ ให้ตามธรรมชาติเป็นดังนี้ 1)นกเขียว (Green หรือ Normal) เป็นสีและสายพันธุ์ดั้งเดิมของนกชนิดนี้ มีสีที่สวยงามมาก หลังจะมีสีเขียวเข้มอกจะมีสีม่วง (ผู้ม่วงเข้ม-เมียม่วงอ่อน) ใต้ท้องจะเป็นสีเหลือง ถ้านกมีอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไปแล้ว นกนี้จะสวยงามมาก โคนหางส่วนใหญ่จะเป็นสีฟ้า ปลายปากจะเป็นสีแดงเหมือนเอาลิปสติกมาแต่งแต้มสวยงามน่าหลงใหลมาก ส่วนหน้าจะมีอยู่สามสี หน้าแดง หน้าดำ และหน้าเหลืองส้ม ถ้าต้นกำเนิดจริงๆ แล้วคือหน้าดำ หน้าดำ-อกขาว หน้าแดง-อกขาว หน้าแดง-อกม่วง หน้าดำ-อกม่วง นกสีเขียว (Normal)-------- สีเขียว x สีเขียว (Pure Normal) ลูกที่ได้ -------- 100% ลูกที่ได้จะเป็นสีเขียว แล้วหน้ากับอกหล่ะ? สีหน้านก ถ้าหน้าดำ x ดำ --------------- 100% หน้าจะดำ สีหน้านก ถ้าหน้าแดง x แดง --------------- 100% หน้าจะแดง สีหน้านก ถ้าหน้าเหลืองส้ม x เหลืองส้ม --------------- 100% หน้าจะเหลืองส้ม หน้าส้ม-อกขาว แล้วถ้าเกิตัวเมียหน้าเป็นสีหนึ่ง ตัวผู้หน้าเป็นอีกสี สีของลูกนกที่ได้จะเป็นอย่างไร? เมื่อเป็นเช่นนี้จึงขออธิบายเป็นรูปแบบตาราง เพื่อให้เข้าใจง่าย สำหรับ Genetics สีหน้านี้ใช้ได้ทั้งเพศผู้และเพศเมีย สีหน้า เพศผู้ (M) เพศเมีย(F) ลูกที่ได้ แดง ดำ (F) แดง และ (M) แดง/ดำ แดง/ดำ แดง (M) แดง,(M) แดง/ดำ และ (F)แดง,(F)ดำ แดง/ดำ ดำ (M)แดง/ดำ,(F)แดง,(F)ดำ และ (M)ดำ ส้ม ส้ม ส้ม (F) (M) 100% ส้ม(ผู้หรือเมีย) แดง(ผู้หรือเมีย) แดง/ส้ม (F) (M) 100% ดำ (ผู้หรือเมีย) แดง(ผู้หรือเมีย) (M) แดง/ดำ สีอกจะดำ ส้ม ดำ ดำ/ส้ม (F) (M) สีอกจะดำหรือออกส้ม ส่วนสีของอกนั้นให้ใช้วิธีจำง่ายๆคือ -สีอกม่วงจะเป็นสีเด่น Dominant) ของนกที่มีอกสีขาวและม่วงอ่อน (Lilac) -สีอกม่วงอ่อนจะเป็นสีเด่น (Dominant) ของนกสีอกขาว,ขาวอ่อน หน้าแดง หน้าดำ หน้าส้ม ดำแดง อกม่วง อกขาว 2)นกบลู (Blue) นกสีนี้เกิดจากการผสมพันธุ์ข้ามสี (มี 2 ทฤษฎี ที่กล่าวไว้ คือ เกิดจากการพัฒนาจากสีเขียว และเกิดจากการข้ามสายพันธุ์) ที่แยกมาจากสีเขียว หลังนกชนิดนี้จะมี สีฟ้าสวยงาม หน้าจะมีสีดำและสีน้ำตาลอ่อน ส่วนหน้าอกจะมีสีขาว (ผู้สีขาวเข้า-เมียสีขาวจาง) และสีม่วง (ผู้ม่วงเข้ม-เมียม่วงจาง) อกม่วงอ่อน อกม่วงอ่อน(Lilac) หากท่านต้องการที่จะผสมสีหลังของนกให้ออกเป็นสีฟ้านั้น ท่านต้องสังเกตสีของนกที่จะนำมาผสมให้ได้ ซึ่งค่อนข้างจะดูยาก (หากท่านยังดูไม่อขแนะนำให้ตั้งต้นดังนี้) สีเขียว x (Normal) x สีฟ้า (Blue) หรือ สีเขียว (Normal) x สีเขียว/ฟ้า ลูกที่ได้ –สีเขียว ลูกที่ได้ –สีเขียว -สีเขียว/ฟ้า -สีเขียว/ฟ้า -สีฟ้า *ถ้าเป็นสีเขียวให้นำไปตั้งต้นใหม่เหมือน *ถ้าได้ลูกสีฟ้าให้นำไปผสมกับสีฟ้าที่มา ซ้ายมือ จากครอบครัวอื่นได้เลย *ถ้าเป็นสีเขียว/ฟ้า ให้นำไปผสมกับ *ถ้าเป็นสีเขียว/ฟ้า ให้นำไปไขว้เหมือน สีเขียว/ฟ้าจาก ครอบครัวอื่น ด้านเหมือนขวามือ ลูกที่ได้ –สีเขียว/ฟ้า *ถ้าเป็นสีเขียวให้นำไปตั้งต้นใหม่ -สีเขียว เหมือนข้างบน -สีฟ้า *สรุปให้จับลูกนกทั้ง 2 สาย เข้าคู่กันทั้งหมดก็จะได้สีฟ้าเยอะขึ้น เขียว Blue Yellow 3)นกเหลือง (Yellow บ้านเรานิยมเรียก เหลืองอ่อน) นกเหลืองเกิดจาก การผสมพันธุ์ข้ามสีเช่นกัน แต่มีการแบ่งแยกย่อยออกไปมาก ลำตัวจะดูมีทั้งสีเหลืองหรือเหลืองปนเขียวและเหลืองปนเทา หน้าจะมีทั้งหน้าแดง หน้าส้ม และหน้าเทา อกจะมีทั้งสีขาว สีม่วง และสีแดงปนม่วง นกสีเหลือง (Yellow และ Dilute) นกสีเหลืองเกิดจากการทำงานของยีนสีเขียว (Green Family) ซึ่งจะเป็นการลดของสียีน ซึ่งการที่จะดูนกสปลิทมาผสมพันธุ์นั้น ค่อนข้างดูยาก ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ปฎิบัติดังนี้ สีเขียว (Normal) x สีเหลือง (Dilute) หรือสีเขียว (Normal) x สีเขียว/เหลือง ลูกที่ได้ –สีเขียว ลูกที่ได้ –สีเขียว -สีเหลือง (Sex-linked) -สีเขียว/เหลือง -สีเขียว *ถ้าเป็นสีเขียวให้นำไปตั้งต้นใหม่ *ถ้าลูกเป็นเหลือง (Sex-linked) *ถ้าเป็นสีเขียว/เหลืองให้นำไปผสมกับ ให้นำไปผสมกับสีเหลืองครอบครัวอื่น สีเขียว/เหลือง ได้เลย ครอบครัวใหม่ลูกที่ได้ *ถ้าเป็นสีเขียว/เหลือง -สีเขียว/เหลือง ให้นำไปไขว้เหมือนด้านขวา -สีเขียว *ถ้าเป็นสีเขียวให้นำไปตั้งต้นใหม่ -สีเหลือง *สรุปให้จับลูกนกทั้งสองสายเข้าคู่กันทั้งหมดก็จะได้สีเหลืองเยอะขึ้น 4)นกเทา (สีเงิน และ สีขาว) เป็นนกผสมข้ามสีเช่นกัน ตัวนกจะมีสีเทาจนถึงบางตัวอาจจะเป็นสีขาว หน้าอกจะมีทั้งสีขาวและสีม่วง ส่วนหน้าจะมีทั้งหน้าสีน้ำตาล และสีเทา นกสีเทา (Silver และ White) เป็นนกที่ไล่สีขึ้นไปตั้งแต่สีเหลือง(Yellow) ดังนั้นการพัฒนาสีนกสีนี้ต้องเข้าใจว่านกนั้นอยู่ในกลุ่มผ่าเหล่า (Suffusion) แน่นอนล่ะ การถ่ายทอดยีนทางพันธุกรรมมีความท้าทายและมีปัญหาสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาสีนี้พอสมควร เขียว (หน้าแดง อกขาว) Yellow มาดูว่าการพัฒนาการเลี้ยงและการเลือกซื้อนกแบบไหนดี? ตั้งแต่ท่านเตรียมพื้นที่การเลี้ยง ตามความเหมาะสมที่เคยกล่าวไปฉบับที่แล้ว ขอแนะนำให้ท่านซื้อนกที่เกิดในประเทศไทย แต่ถ้าท่านมั่นใจในฝีมือและสายตาตัวเอง ท่านก็สามารถซื้อนกที่นำเข้ามาได้ (ช่วงระยะ 2-3 ปี มานี้แต่ละประเทศไม่อนุญาตให้นำออกนอกประเทศซักเท่าไหร่) ควรเป็นนกที่ผลัดขนอายุ 8 เดือน ถึง 1 ปี อย่าซื้อนกเกิน 2 ปี นกจะมีสีสันสวยงามในอายุช่วงนี้ สามารถนำมาเลี้ยงในกรงเตรียมขยายพันธุ์ได้เลย โดยในกรงจะมีตัวผู้หนึ่งตัว ตัวเมียหนึ่งตัวเท่านั้น จากประสบการณ์ที่เลี้ยงมา นกจะปรับสภาพอยู่ประมาณ 2-3 เดือน จึงจะเริ่มเตรียมรังผสมพันธุ์และวางไข่ เราสามารถใช้วิธีการเลียนแบบธรรมชาติเข้ามาช่วยได้ อีกทั้งผมเองจะไม่เห็นด้วยกับวิธีฝากไข่ ฝากลูกให้นกชนิดอื่นเลี้ยง (Foster parents) เพราะสัญชาตญาณของนกจะหายไป นกจะเกิดความระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาแล้วนกท่านจะดำรงชีพอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไร การศึกษาอย่างจริงจัง รวมทั้งวิธีผสมสีขยายพันธุ์นกชนิดนี้เป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ถ้าหากท่านได้นกที่ไม่สมบรูณ์มาเลี้ยง หรือได้นกอายุน้อยกินเองยังไม่ได้ อย่าคิดถึงวิธีพัฒนาสีเลย แค่เลี้ยงนกให้รอดก็แย่อยู่แล้ว ท่านจะเสี่ยงไปทำไมกับเงินในกระเป๋าของท่าน และเสียความรู้สึกจนไม่อยากเลี้ยงนกอีกต่อไป นั่นคือจุดจบของเซียน! ที่ไม่ใช่เซียน!
โพสโดย : rotting  
โพสเมื่อ : 16 มกราคม 2555 17:06:47
IP : 125.24.50.xxx



Username หรือ E-mail
Password
    
แจ้งชำระค่าบริการ  l สมัครสมาชิก l  ลืมรหัสผ่าน

    Webmaster Talk

มีคำถาม ปัญหา ข้อแนะนำ ติดต่อได้ที่เมล์ admin@birdslover.com

รับสั่งทำกรงนก
vetafarm


 
 
Share |
allmassgroup : web-thai : wewebplus